เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา

ได้เจอเหตุการณ์ที่น่าบันทึกไว้เป็นความทรงจำ

อย่างน้อยๆ ก็จะได้เตือนตัวเองว่าไม่ควรประมาท

 

เป็นวันที่นัดเจอกันกับเพื่อนสมัยมัธยม

แต่ด้วยเงื่อนไขที่ว่านัดเจอกันที่รังสิต

เพราะเพื่อนมาพักที่รังสิต

สถานที่นัดเจอกันจึงเป็นฟิวเจอร์

 

เรียกว่านัดปล่อยแก่ เพราะอายุอานามก็... .นะ....

พอตอนเย็นแยกย้ายกันกลับ

เราก็ไปทำธุระต่อเลย

นั่งรถตู้ไปธัญญะ คลองสิบสอง

ทุกทีเราไปแต่กลางวันน่ะ เลยคิดว่าจำได้

แต่ลืมคิดว่าทางมันมืด

รู้สึกว่ามันเลยไปแล้ว

ก็เลยบอกว่าจอดตรงคลองสิบสอง

เค้าบอกคลองสิบสามแล้วตอนนี้

 

ใจหายวาบเลย

แต่เค้าบอกว่าเลยยูเทิรน์มาไม่ไกล เดินไม่ไกลมาก

เราเลยลงรถ

แล้วก็รีบเดิน

ทางมืดมากเปลี่ยวด้วย

ถนนเส้นรังสิต นครนายกนี่มีอาชญากรรมโชกโชน

ยิ่งคิดยิ่งกลัว รีบวิ่งมาตรงที่เค้าขายพวงมาลัยข้างทาง

ด้วยความเคยชิน ก็เลยยิ้มให้คนที่อยู่ที่ร้านสองสามคนแก้เขิน

ก็มีคนยิ้มตอบ คงสงสัยว่าเราไปไหนมา

 เราก็เลยพูดว่าลงรถตู้เลยค่ะ

 

แล้วพอเดินได้สักพัก

ก็ถึงร้านขายพวงมาลัยอีกร้าน

เพราะข้างทางจะมีร้านขายพวงมาลัยเรียงกัน

ทุกๆ ร้อยเมตร

พอเดินได้ซักพัก 

ก็มีหมามาขวางทางเดินซะงั้น

แถมยังเห่าอีก

ทำให้เราไปไม่ได้เพราะกลัวหมากัด

น้องคนที่ขายพวงมาลัยร้านใกล้ๆ ก็มาไล่ให้เรา

แต่เราก็ไม่กล้าไปต่ออยู่ดี

เพราะเริ่มไม่มีร้านขายพวงมาลัย

เริ่มเป็นที่เปลี่ยวแล้ว

โทรหาใครก็ไม่ติด ฝนก็จะตก

 

ซักพักก็มีป้าคนนึง

จำได้ว่าเป็นป้าคนที่อยู่ที่ร้านขายพวงมาลัยที่เรายิ้มให้

เค้าบอกว่าหนูจะไปไหนเหรอ

เราก็บอกว่าไปบ้านป้าพร

เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปส่ง

เราเห็นว่าป้าท่าทางใจดีเลยขึ้นไปด้วย

เพราะคลองสิบสองก็อยู่ไม่ไกลแล้ว ประมาณห้าร้อยเมตร

 

สักพักป้าก็มาส่งถึงที่

เราก็ขอบคุณป้าแล้วก็รีบวิ่งเข้าบ้าน

 

คิดว่าจะไม่บอกใครเรื่องนี้เดี๋ยวโดนดุที่กลับค่ำ

แต่เช้ามาโดนป้ามาถาม

เพราะมีคนมาบอกว่ามาส่งหนูตอนเย็น

แล้วคนที่มาส่งเราน่ะ

หลานเค้าถูกฉุดไปข่มขืนตรงบริเวณที่เราเดินนั่นแหละ

 

ได้ฟังแล้วใจหายวาบเลย

 

ถ้าป้าคนนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่ที่เราลงรถคืนนั้น คง......

เฮ่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้นั่งอ่านหนังสือ จะว่านั่งหลับก็เป็นได้

ตั้งใจอ่าน แต่อ่านไปอ่านมาชักจะแอบวอกแวกหลุดไปในความฝันทุกที

 

เลยมานั่งดูเสปชอันเก่า

เจาะจงเลือกวันที่20 สิงหา วันนี้ในปีที่แล้วมาอ่าน

จะได้รู้ว่า ขณะที่วันนี้นั่งเหงาอ่านหนังสือเนี่ย

ปีที่แล้วเวลาเดียวกันนี้เราทำอะไร

มันเป็นข้อดีของการจดบันทึกนี่แหละ

เพียงแต่ว่ามันมีหลายแหล่งที่บันทึก

ตั้งใจว่าวันนึง

มีเวลาอยู่กับตัวเอง จะนั่งรวบรวมบันทึก

แล้วมานั่งปริ้นบันทึกของตัวเองรวบไว้เป็นเล่มๆนึงเลย

 

 

20 สิงหาคม 2551  18:33

สอบการแก้ไขผู้กระทำผิดโดยชุมชม + รักเพื่อนนะ

 

วันนี้น่ะสอบตอนเช้า
การแก้ไขผู้กระทำผิดโดยชุมชน
โจทย์ข้อแรก จงบอกความหมายของการป้องกันอาชญากรรม
และยุทธศาสตร์การป้องกันอาชญากรรมมา
ข้อสอง ให้ยกตัวอย่างข่าวอาชญากรรม
และวิเคราะห์ หาสาเหตุเกี่ยวกับข่าว
โดยนำทฤษฏีทางอาชญากรรมมาใช้อธิบาย
ทีแรกข้อสองเป็นให้เขียนแผนนโยบายจังหวัด
ในการป้องกันอาชญากรรม
แต่นศ.ประท้วงอาจารย์ว่าอาจารย์ยัง
ไม่ได้สอนการร่างแผนงานนโยบาย
อาจารย์จึงเปลี่ยนข้อสองขณะนั้นเรยทันที
ฉัน ??????????
ไม่ได้อ่านเรย หนังสือ
นอนดึก แร้วตอนเช้ามาถึงมอก็ท้องร้อง ไปทานข้าว
กลับมาสอบพอดี
คะแนน สิบคะแนน ข้อละห้า
ถึงฉันจะมั่นใจว่าฉันทำไม่ถูกหรอก
แต่ฉันก็ภูมิใจ ที่.......
ไม่ได้ทุจริตในการสอบ
เพราะฉันเห็น
เห็นเพื่อนๆ หยิบชีทขึ้นมาดูแล้วจดลงกระดาษ
ตอนอาจารย์ออกไปข้างนอกห้อง
เกือบเก้าสิบแปดเปอร์เซนต์ ของทั้งห้อง แอบดูชีท
ฉันเห็น......
สายตาของเพื่อนบางกลุ่ม
มองเพื่อนๆ อย่างเหยียดหยาม ว่าเอาเปรียบ
มองแบบ เห้ย ทำไมทำอย่างนี้ เห็นแก่ตัว ไรประมาณนั้น
ก็สัมผัสได้อ่ะนะ ว่าพวกเค้าจะมีท่าทีกันไง เปนที่รู้ๆกัน
ฉันก็ได้แค่มองอยู่ด้านหลังการกระทำที่.......
แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่แอบดู ก็สุมหัวกันลอกอย่างคึกคัก
ฝ่ายที่อยู่ด้านหน้าซ้ายมือฉัน สามคน
มองดูการกระทำเพื่อน แร้วใช้สายตาประนาม
ห้า ห้า ห้า ฉันเห็นหมดเรยยยย การกระทำเพื่อนๆ
ฉันนั่งดูเพื่อนลอกชีท แต่ไม่ได้คิดไร
ด้านหน้าฉันเป็นศูนย์กลางชีท อยู่ตรงหน้านกน้อย
ทุกคนหันไปดูกันหมดแถบระยะแถวหน้ากะแถวนกน้อย
ฉันหันไปดู สไว กะเจ๊กระแต
เจ๊ทั้งสองยังลอกเรย
ฉันหันไปดูด้านหลัง เรื่องไร มีหรอที่จะไม่ก๊อปปี้พาวเวอร์กัน
ขนาดนางสาวเลคเชอร์ประจำห้อง
ที่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งยังลอกเรย
หันไปดูซ้ายมือ เพื่อนรุจิเรข  เพื่อนรุจิเร๊ข
จดยิกๆ แร้วก็จดยิกๆ
หันไปดูแถวหน้า สายตาประนามเหยียดหยามเพื่อนๆ
ของคุณเธอทั้งสามคนยังคงจ้องมองเพื่อนๆ
หึ หึ มันน่าดูกระสงครามทางสายตา
ฉันรู้ เพื่อนๆทำไม่ถูก
แต่อีกด้านหนึ่ง
ฉันเห็นรอยยิ้มเพื่อน มันคงตื่นเต้นน่าดู
ที่ได้ทำไรตื่นเต้นท้าทาย หัวเราะคิก คิกกัน
แค่นี้ฉันก็ยิ้มไปด้วยเรย เพราะลุ้นกะพวกมัน
นั่งดูเพลินๆ
นกหันมามองกระดาษคำตอบของฉัน
พบว่ามันว่างเปล่า แม้แต่โจทย์ฉันยังงง
นกน้อยขยับแว่นตาแร้วมองหน้า
แร้วถามฉันว่า
ลูกอ็อด...มึงลอกกูนี่สิ
กูได้แต่ยิ้ม เอ้ย ฉันได้แต่ยิ้ม
เออ........
เพื่อนๆที่มันลอกน่ะ ฉันไม่เห็นพวกมันหวงคำตอบเรยซักคน
มีแต่แบ่งคำตอบให้กัน
ฉันเห็นเพื่อนลอกชีทแร้ว
จดใส่กระดาษตัวเอง แร้ววนไปให้เพื่อนที่อยู่
ไกลๆ ลอกอีกทีหนึ่ง
ฝั่งเพื่อนรุจิเรขยิ่งคึกคัก
กระซิบบอกคำตอบกันซะลั่นห้องเชียว
ในขณะที่อีกฝ่าย
ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งมา
ฉันเห็นพวกเขามีแต่การแข่งขันกันเรียน
จนลืมคำว่า น้ำใจ
หลายเหตุการณ์พิสูจน์แร้วว่าเป็นยังไง
ขณะที่อีกฝ่าย ลอกชีท แต่มิตรภาพ เต็มห้อง
ถึงพวกเราจะเรียนไม่เก่ง ไม่ใช่หัวเห็ด
เรียนรอดไปวันๆ เป็นวิชาวิชาไป
เรียนมั่งหลับมั่งลอกมั่ง แต่มีความสุขในการเรียน
ไงไม่รู้บอกไม่ถูก
ฉันไม่เห็นคนที่ตกEng คนที่ติดเอฟ กะคนที่ดร็อปเรียน
จะซีเรียสจนเกิดการแข่งขัน
 มองเพื่อนว่าเป็นฝ่ายคู่แข่งเรยซักคน
คนเก่งเสียอีกกับดูถูกการกระทำเพื่อน
ถูกต้อง ความสามารถต้องวัดกันที่การกระทำ
แต่ว่า....สมองไม่ได้มีความจำเท่ากันทุกคน
เค้าเรียนด้อยกว่า ตัวเก่งก็นิ่งเสียซิ
แร้วตอบในกระดาษคำตอบของตัวเองนู่น
สายตาเหยียดหยามและการซุบซิบประนามเพื่อน
จงเก็บไป ........

 

 

 

เหอะๆๆ ได้มาอ่านแล้วหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเลย

แล้วก็มีกำลังใจอ่านหนังสือต่อ

เพราะนอกจากอ่านแก้ง่วงแล้ว

ยังบอกถึงความผูกพันคำว่าเพื่อนแน่ะ

แม้วันนี้จบแล้วแยกย้ายกันไป แต่ยังคิดถึงบรรยากาศเหล่านั้นอยู่

และที่สำคัญ

กระตุ้นให้รู้สึกว่าอ่านหนังสือเตรียมตัวก่อนเท่านั้น ได้เปรียบ5555+

Congratulations ทูมี ทูมี๊...

posted on 06 Aug 2009 17:31 by chiewping

  

กาลครั้งหนึ่ง........ความทรงจำของวันนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องทั่วไป หรือเกี่ยวกับผู้ใด แต่เป็นเรื่องของข้าพเจ้าที่อยากจะบันทึกเก็บไว้ในความทรงจำเท่านั้นเอง

 

 

 

เมื่อสองวันก่อนเศร้าสร้อย ขนาดไม่ยอมกินข้าวกินปลา (กินแต่ขนม)

......

 

วันรับปริญญาที่จะถึง ครอบครัวเราไม่มีใครไปเลย............

 

มันทำให้น้อยใจชะมัด

 

.......

 

...

 

..

 

แต่ก็ต้องยอมจำนนด้วยเหตุผล

ที่ว่าพี่สาวเราท้อง แล้วหมอที่ไปฝากครรภ์ไม่อยากให้เสี่ยง

กลัวติดไข้หวัดจากงานรับปริญญา เพราะคนเยอะ

ทำให้พี่สาวไม่สามารถไปรับพ่อกับแม่มาวันงานได้

 

ก็เศร้านิดๆ (มั้ง)

 

แต่ไม่เป็นไรหรอกกกก

แค่อยากจะบอกพ่อกับแม่พี่ ว่า

 

ถึงแม่

 

หนูเรียนจบแล้วเน้อ

 

แล้วก็สามปีครึ่งเหมือนที่ตั้งใจด้วยนะ

 

ถึงจะไม่ได้เกียรตินิยม แต่ยังสามกว่าอยู่ ก็ถือว่ารอดมาได้ก็ดีแล้ว

 

หนูตั้งใจเรียนเพื่อพ่อกับแม่ และพี่น๊า

 

หนูขอโทษด้วยที่ตอนจะจบ ม.6 หนูเลือกเรียนไกลบ้าน

 

ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วงมาก

 

หนูขอโทษที่ปีหนึ่งปีสองหนูไม่ค่อยได้กลับบ้านเลย

 

แม่พ่อคงน้อยใจ เพราะเพื่อนแถวบ้านกลับบ้านบ่อยแต่หนูไม่ได้กลับ

 

หนูไม่ได้เถลไถลน๊า

 

หนูเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ใช่ว่าจะมีเวลาว่าง

 

วันหยุดสองหรือสามวันหนูก็ไม่ได้หยุดน๊า

 

วันเด็กหนูต้องไปจัดกิจกรรมให้เด็กที่บ้านพักเด็ก เด็กเร่ร่อน เด็กพิการ เด็กตาบอด เด็กติดยา ฯลฯ

ซึ่งถ้าเมื่อก่อนหนูก็จะอ้อนพ่อแม่ในวันนี้ 

 

วันพ่อวันแม่ หนูต้องไปบ้านพักคนชรา ไปทำสันทนาการกิจกรรมต่างๆให้คนแก่ที่ลูกหลานทิ้งไว้

หรือปล่อยให้อยู่คนเดียว จนสังคมต้องรับภาระเอามาดูแลในสถานสงเคราะห์ 

แต่หนูไม่ได้กลับไปไหว้พ่อแม่เลย

 

วันลอยกระทง ปีใหม่ สงกรานต์ หนูต้องไปจัดกิจกรรมกีฬาที่ทัณฑะสถาน

เรื่อนจำ ให้พวกเขาได้มีเสียงหัวเราะ สันทนาการ 

 

วันหยุดสองสามวันหนูต้องไปค่ายสร้าง สร้างห้องสมุด โรงอาหารบนดอยไกลๆ

 

หรือหนูต้องไปดูงานสัมนาสถานสงเคราะห์ต่างจังหวัดบ่อยๆ

 

หนูมีการบ้านมาทุกวัน แต่ละวันปัญหาสังคมทั้งนั้น

 

ไม่ว่าจะอาชญากรรม ยาเสพติด ครอบครัว เด็ก คนแก่ชรา คนพิการ คนยากไร้อนาถา

คนจิตเภท ผู้กระทำความผิด ผู้ต้องขังเด็ก เยาวชน ชุมชนแออัด ชายขอบสังคม ฯลฯ

 

ซึ่งหนูไม่ได้เห็นสิ่งที่มันรื่นรมย์ใจเรย ถ้าไม่เพื่อพ่อกับแม่ หนูกลับตั้งแต่เรียนอาทิตย์แรกแล้ว

 

มันไม่ได้เรียนยากเพราะใช้สมอง แต่มันใช้หัวใจเรียนด้วย

 

หนูต้องทำกิจกรรมกับเพื่อนร่วมคณะ เพราะทุกคนก็ต้องทำเหมือนกันหมด

 

พ่อกับแม่อาจจะแปลกใจที่หนูดื่มเป็น จากแต่ก่อนที่หนูเกลียดคนดื่มเหล้าสุดๆ

 

หนูต้องอยู่ชุมชนเป็นเดือนๆ ต้องเรียนรู้ที่จะเข้ากับชาวบ้าน

 

หากใครบอกว่าไม่จำเป็นต้องดื่มเหล้าเป็นก็ได้ คิดผิด

 

เพราะสังคม ชุมชนชนบท เหล้าเป็นวิธีการเชื่อมมิตรภาพที่เร็วที่สุด

 

การได้ข้อมูล ได้ความไว้วางใจ การกระชับความสัมพันธ์

 

แบบวิถีชาวบ้านที่ดีและรวดเร็วคือการดื่มเหล้าเป็น

 

เพราะเวลาไม่คอยท่าในการจะทำการวิจัยสำรวจข้อมูลปัญหาต่างๆ 

 

 

หนูเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจากการเรียนนอกตำราสถานที่นี่แหละ

 

เพราะพวกหนูต้องวางแผนและเอาตัวรอดเป็นหลัก

 

งั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้หรอก เพราะมันนอกตำราจริงๆ

 

แล้วหนูก็เริ่มทำกับข้าวเป็นแล้วด้วย แม่คงดีใจ

 

เพราะหนูต้องอยู่กับแม่บ้านเวลาเข้าชุมชน หรือมีกิจกรรมหมู่บ้าน

 

คณะหนู พอเรียนๆๆๆๆ มันไม่ได้เหนื่อยที่กายแต่มันเหนื่อยที่ใจ

 

หนูต้องเรียนที่จะช่วยเหลือด้านมืดของสังคม มันทำให้ปวดหัวมาก

 

จนปีหลังๆกลายเป็นคนไม่สนโลก เบื่อเรียน เบื่อเพื่อน

 

เบื่อทุกอย่างกลายเป็นคนรั่วๆไปเลย

 

แล้วหนูก็ขอโทษด้วยที่แม้ช่วงปีสามปีสุดท้ายจะเรียนไม่หนัก

 

แต่หนูก็ไม่ได้โทรกลับบ้าน หรือปล่อยให้รอสายนานๆ

 

หนูไม่ได้เที่ยว หนูไม่ได้กลับดึก หอหนูก็เป็นหอหญิง แถมสี่ทุ่มปิดแล้วออกไมได้

 

แต่เพราะหนูมัวติดเน็ต คิดเกมส์ ติดเอ็ม ติดโทรศัพท์ ขี้เกียจกินข้าว

 

จนแม่ต้องมาหาที่หอ แล้วพบว่าลูกแม่โทรมสุดๆ

 

น้ำหนักเหลือแค่ 37 โล ตาเหมือนหมีแพนด้าเพราะนอนดึกหรือไม่ได้นอน

 

ห้องรกเป็นรังหมาดีๆนี่เอง จนแม่บอกส่งซักเถอะ เดือนหกร้อยก็ไม่เป็นไร

 

แถมยังเป็นไข้เลือดออกให้แม่ต้องมานั่งร้องไห้อีก

 

แม่ต้องมาดูแลหนูที่ห้อง แล้วก็ที่โรงบาล

 

สิ่งที่หนูเห็น คือแม่ร้องไห้ทุกทีตอนหนูชักอยู่บนเตียง (ขนาดชักยังเห็น)

 

หนูเห็นแม่ร้องไห้ทุกครั้งที่หมอจิ้มเข็มฉีดยาให้ยาลงไปที่สายน้ำเกลือ

 

หนูทำหน้าเหมือนจะตายให้ได้เพราะแต่ละครั้งที่ยามันเข้าเส้นเลือดมันปวดสุดแสนจะบรรยาย

 

เพราะหนูไม่เคยป่วยจนให้น้ำเกลือเลยสักครั้ง หนูรู้ว่าแม่ก็เจ็บ

 

หนูเห็นแม่ร้องไห้ตอนหนูอาเจียน

 

หนูเห็นแม่ร้องไห้ตอนที่หนูหงุดหงิด รำคาญแม่ แล้วบอกให้แม่กลับบ้านเหอะ

 

หนูอยากบอกว่าเห็นแม่ร้องไห้ตอนนั้นแล้วหนูรู้สึกผิดมาก

 

หนูเลยมาตั้งใจเรียนเทอมสุดท้าย

 

ถึงหนูจะดร็อปวิชา เศรษฐศาสตร์ เพราะตามไม่ทัน

 

แต่หนูก็มาเก็บตอนเทอมสุดท้ายได้ตั้งบีแน่ะ

 

ตลอดเวลาที่หนูอยู่มหาลัย หนูเป็นทั้งเด็กดี เด็กเลว เด็กไม่สนโลก

 

เป็นมาหมดแล้ว เลยทำให้บางทีแม่ต้องเสียใจ แต่ตอนนี้หนูคิดว่าหนูโตขึ้น

 

อีกหน่อยถ้าหนูได้งานดีๆใกล้บ้านแล้วหนูจะอยู่ดูแลแม่ทุกวันเลยหนูสัญญา

 

 

ถึงพ่อ

 

พ่อเลือดพ่อนี่แรงจริงๆนะ หนูได้ยินมาจนชินแล้วล่ะ

 

ก็เพื่อนมักจะบอกหนูว่า "ผู้หญิงอะไรวะมีหนวดด้วย"

 

แถมหนูยังขี้เกียจซักผ้า เหมือนที่แม่มักจะบ่นพ่อไง

 

 ขนาดมีเครื่องซักผ้าตั้งไว้หน้าหอ

 

ยังขี้เกียจเอาลงไปซัก หรือขนาดส่งซักหนูยังขี้เกียจเอาลงไปให้แม่บ้านเลย

 

ต้องส่งตอนหกถึงเจ็ดโมงเช้า บางวันเลยเวลาเค้ามาเคาะเรียก (แน๊ะ มีงี้ด้วย)

 

บางวันก็ตื่นสาย เอาลงไปให้เค้าตอนเก้าโมงเช้า

 

จนโดนแม่บ้านต่างด้าวด่าเกือบทุกครั้ง (ขนาดพูดไม่ชัดมันยังด่าเลย)

 

หนูมักจะโดนเพื่อนล้อเป็นประจำว่าหน้าผากหนูเป็นลานบิน

 

หนูไม่รู้ว่ามันเถิกเหมือนใคร จนวันนึงถามแม่ แม่บอกว่าก็แกเป็นลูกใครล่ะ

 

อ้อ.....ลูกพ่อ

 

พ่อ สัญญากับหนูว่าจะไม่กินเหล้าเพราะพ่อเป็นเบาหวาน

 

แล้วพ่อก็ไม่กิน (มาก) ตามสัญญา

 

ถึงเจ๊จะบอกว่าพ่อน่ะแกแล้วหน้าเปลี่ยนเลย แต่หนูว่าพ่อก็ยังหล่อเหมือนเดิม

 

หนูขอโทษที่ไม่ได้กลับบ้านบ่อยแต่เร็วๆนี้เสร็จภาระกิจ

คงได้กลับไปขี่คอพ่อเหมือนเดิม ตามสัญญา ^^!!

 

 

 

ถึงเจ๊

 

เจ๊ น้องจะเรียนจบอย่างเป็นทางการแล้วน๊า

 

เลิกร้องไห้ได้แล้ว แล้วก็ไม่ต้องโทษตัวเองด้วยที่พาครอบครัวมาไม่ได้

 

เดี๋ยวเดือนพฤศจิกาจะไปรับขวัญหลานนะ

 

ตลอดหลักสูตรการศึกษามานี่ได้รับความอนุเคราะห์ (แอบขอ) เงินจากเจ๊มากพอสมควร แหะๆ

 

แต่เจ๊ก็ไม่เคยบ่นเลยซักคำ โทรมาถามตลอดว่าหมดยัง

 

ถ้าหมดก็สมน้ำหน้า รอเดือนหน้าแล้วกัน ^^!!

 

 

 

สุดท้ายนี้ก็ไม่มีอะไร ก็อยากจะบอกว่ายังรักพ่อแม่พี่สุดชีวิตเหมือนเดิม

 

 

พรุ่งนี้ต้องไปซ้อมรับแล้ว

ถึงวันจริง 13 สิงหา ครอบครัวเราจะไม่ได้ไป แต่ไม่เป็นไร

หนูไม่น้อยใจแล้ว เพราะสิ่งต่างๆที่พ่อกับแม่พี่ทำมา

เทียบกับการไม่มางานนี้มันไม่มีผลใดๆเลย

 

 

เพราะหากไม่มีทุกคนแล้ว หนูคงไม่ได้มีวันรับปริญญาหรอก

แล้วหนูก็รู้ว่าทุกคนรักและเป็นห่วงหนูเหมือนเดิม