วันนี้ผิดปกติ

 

มันเบื่อสุดขีด

 

นั่งทำงาน

 

เมื่อวานก็ทำ

 

พรุ่งนี้ก็ทำ

 

ตั้งเป้า --- ทำ ----สำเร็จ/ล้มเหลว ----ตั้งเป้า ----ทำ ---สำเร็จ/ล้มเหลว----ตั้งเป้า----

 

หันกลับมาคิด

 

ชีวิตทุกวัน.........

 

ทำเพื่ออะไรกัน

 

ทนทำไปทำไม

 

 

เวลาใครเขา

 

มีทุกข์ในใจ

 

เขาทำอะไร

 

ให้คลายผ่อนลง

 

ส่วนฉันวาดรูป

 

เหมือนบ้างมั่วบ้าง

 

ผิดหวัง อ้างว้าง

 

ก็วาดลงไป

 

 

ต้นเหตุแห่งทุกข์

 

นั้นคือผู้ใด

 

วาดเขียนลงไป

 

คนไหนทำเรา

 

 

พอวางดินสอ

 

วาดเสร็จจึงรู้

 

ที่ต้องทนสู้

 

อ้อ......

 

ทนเพื่อตัวเอง

 

 

 

รู้สึกไม่ค่อยดีเลยวันนี้

อาจเพราะเจอเรื่องไม่ค่อยดี

ก็เลยอยากวาดรูปขึ้นมา

พอมานั่งวาดรูป จับดินสอ

แล้วค่อยหายเศร้าหน่อย

มันได้ยิ้มตอนที่วาดออกมาแล้วไม่เหมือนนี่แหละ

แหะๆๆๆๆๆ

หลายครั้งแล้วที่ทำอะไรแล้วผลออกมามนไม่สำเร็จดั่งหวัง

หรือมีแววว่าจะล้มเหลวกลางคัน

มันทำให้รู้สึกท้อและสับสนว่าจะต้องเริ่มใหม่ยังไง ไปทางไหนดี

 

หลายครั้งที่ร้องไห้กับการที่หวังให้ใครซักคนหนึ่ง

เป็นที่พึ่งทางใจ ช่วยบรรเทาผ่อนปรนความรู้สึกหดหู่

แต่ใครที่หวังก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น

หรืออาจจะซ้ำเติมให้รู้สึกท้อถอยยิ่งกว่าเดิม

 

หลายครั้งกับการที่มานั่งปลอบใจตัวเองให้ฮึดสู้

หรือหากำลังใจจากคนรอบข้าง

หรือเล่นเน็ต อ่านหนังสือ ฟังเพลง

แต่ก็ยังคงอยู่ ณ จุดที่มืดมนไม่เห็นหนทางอยู่ดี

สุดท้ายคำปลอบใจก็เป็นแค่

คำปลอบประโลมของ

โลกแห่งความหวังพร่ำเพ้อลมๆแล้ง

 

เบื่อ สับสน เหนื่อยหน่าย อ่อนล้า

 

ให้จงคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหา

แต่เป็นอุปสรรคที่ท้าทายตัวเราเอง

 

 

 

 

 

เสียงอัด - - - -  ตู๊ดดดด  สวัสดีค่ะ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย XXX กรุณากดหมายเลขที่จะติดต่อค่ะ หากท่านไม่ทราบหมายเลข ให้กด ศูนย์

เรา -  ------- ตึ๊ด (กดศูนย์)

ปลายเสียง--- --ตู๊ดดดดดดดดดด    ค่ะสวัสดีค่ะ

เรา----- ---------ค่ะ สวัสดีค่ะ ขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับสาขาอาชญาวิทยาค่ะ

ปลายเสียง-------รอสักครู่ค่ะ

เรา---------- - - - -ขอบคุณค่ะ

ปลายเสียง---------สวัสดีค่ะ

เรา-----------------ค่ะ ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสาขาอาชญาวิทยาค่ะ

ปลายเสีย--------- โทใช่ไหม๊

เรา-----------------ค่ะ ไม่ทราบว่าคณะนี้เปิดภาคเรียนหรือยังคะ

ปลายเสียง-------- เปิดภาคเรียนแล้วค่ะ เรียนไปแล้ว

เรา------------------คะ ไม่ค่อยได้ยินค่ะ ขอโทษค่ะ อะไรนะคะ

ปลายเสียง--------- ฮื่ม!.....คณะนี้เปิดภาคเรียนไปแล้ว เริ่มเรียนแล้ว หากจะเรียนต้องสมัครใหม่ภาคการศึกษาหน้า

เรา------------------อ๋อค่ะ แล้วประมาณเดือนไหนเหรอคะ

ปลายเสียง---------ติดตามประกาศทางเวปไซต์ !

เรา-------------------ค่ะ แล้วไม่ทราบว่า การเรียนเรียนแบบภาคปกติหรือพิเศษคะ

ปลายเสียง----------ค่ะ!

เรา-------------------หา อะไรนะคะ

ปลายเสีย-----------ฮื่ม.....ปกติ!

เรา------------------ค่ะแล้วอยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ (กำลังพูด)

ปลายเสียง----------(พูดสวน) 02 - XXXXXXX ถ้าทางเวปไซต์ประกาศรับสมัครค่อยติดต่อมาเบอร์นี้นะคะ

เรา-------------------งง! อ้าว

ปลายเสียง--------ตู๊ดดดดดด

เรา-------- ---------?????????

 

 

 

 

                ตอนเด็ก เวลาโกรธหรืออารมณ์เสีย แม่จะบอกว่า ห้ามพูดไม่เพราะ พูดไม่เพราะเทวดาไม่รักนะ  ไม่ปกปักรักษาคุ้มครองด้วยไม่รู้เน้อ   อืมมมมม ตั้งแต่นั้นมา ก็จะไม่ค่อยพูดคำหยาบหรือด่าใครเสียหาย แบบประมาณว่าด่ามาด่าตอบแบบดุเดือด จะชอบฟังเพื่อนด่าเสียมากกว่า ส่วนเรามักจะเงียบ นั่นทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเราเป็นคนเย็นๆ เงียบขรึม เป็นผู้ใหญ่ ระงับอารมณ์ได้

 

              พอโตมา อยู่ในสังคม ต้องอยู่กับบุคคลอื่นทีไม่ได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุทำให้ความคิด พฤติกรรม ค่านิยมต่างกัน สิ่งเหล่านี้แหละทำให้คนฆ่ากันตาย อยู่ร่วมกันไม่ได้มีแต่ความทะเลาะเบาะแว้ง จากคำที่ท่องในใจเวลาโกรธที่ท่องไว้ว่า "พูดไม่เพราะ เทวดาไม่รัก" จึงเปลี่ยนมาเป็น "มารไม่มี บารมีไม่เกิด" แทน ซึ่งนั่นหมายความว่า หากเรามีความโกรธแล้ว พฤติกรรมไม่ดีย่อมตามมา ไม่ใช่แค่พูดด่าออกไปเท่านั้น แต่ภาวะทางอารมณ์มีระดับขั้น โมโหก็จะโมโหสุดขีดอาจด่า สบถ และการกระทำอื่นๆที่ไม่ดีก็จะตามมา จึงได้แต่ท่องว่า "มารไม่มี บารมีไม่เกิด มารไม่มีบารมีไม่เกิด"ไปในใจเรื่อยๆจนกว่าจะเดินออกไปให้พ้นสายตา

 

                ทุกครั้งที่จะโทรติดต่อสอบถามหน่วยงานราชการ  ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนหรือสถานที่ไหนๆก็ตาม แม้กระทั่งกองการมหาลัย ที่ที่เป็นแหล่งศึกษาก็ตาม  มักจะต้องทำใจกับคำพูดของปลายสาย หากโชคดี อาจเจอคนรับที่พูดเพราะ ให้ข้อมูลครบ และพร้อมจะบริการอย่างเต็มที่ก็ดีไป แต่หากโชคร้าย อาจจะต้องมานั่งอารมณ์เสียกับผู้รับสาย นอกจากจะไม่ได้ข้อมูลแล้ว ยังพลอยอารมณ์บูดทั้งวันเพราะคิดแล้วมันแค้น

              ไม่อยากจะเสียอารมณ์เพราะคนบางคน ที่เราไม่สามารถจะไปโกรธเขาได้ เพราะบางทีอาจเป็นบุคลิกลักษณะการพูดหรือ มีความรีบเร่งต้องทำงานบางอย่าง จึงไม่สามารถบริการได้ให้ประทับใจ

        

                คิดๆแล้วแค้น แต่ทำไงได้ ไม่อยากด่าให้เป็นอัปมงคลแก่ปาก  

แต่ ฉันก็ไม่ใช่เป็นคนดีศรีสังคมอะไร จึงจะพูดด่าไม่ได้ แต่ช่างเหอะ    ก็มันน่าหงุดหงิดนักเพราะมันตั้งแต่เช้าเลย เมื่ออารมณ์เสียแล้ว คิดว่า สิ่งที่จะทำต่อมามันไม่มีกำลังใจ ทำอะไรมักจะอารมณ์เสียทั้งวันได้ เพราะหงุดหงิดใจตั้งแต่เช้า

 

"ทำไมล่ะจะพูดดีๆสักสองสามนาทีไม่ได้รึไง ชั้นก็ไม่ได้จะโทรมาถามเป็นชั่วโมงนิ่"

"เอ๊ะ อีนี่ เช้านี้ไม่ได้อึรึไง มาอารมณ์เสียใส่คนอื่นเนี่ย"

"บริการแบบนี้ทำไมยังอยู่อีกล่ะไม่มีใครร้องเรียนบ้างเลยหรอ"

" แน่จริงนัดกันมาป่ะ อีนี่"

" นี่กรูไปฆ่าแมวมึงเมื่อไหร่หรอ"

" โดนเหยียบหางมาเหรอ มาหงุดหงิดใส่ชั้นเนี่ย"

" จะรีบไปไหนยะ"

"ชั้นไม่เรียนแล้วก็ได้เฟ้ย ไม่ง้อหรอก เช๊อะ"

   ฯลฯ

 

      หลังจากปลายสายพูดตัดบทแล้ววางสายใส่    คำพูดเหล่านี้ก็มากมายอยู่ในใจ เกือบจะหลุดออกปากมาแล้ว ได้แต่กั้นเอาไว้ นึกขอโทษเทวดาในใจ  แล้วสบถกับตัวเองคนเดียวเงียบๆว่า  

 

" ..........."  (ความลั๊บ ไม่บอก) อิ

 

แต่หากเป็นคุณ คุณจะด่าไหม หรือว่าว่าอะไรบ้าง???

 

 

ปล.ขอบคุณภาพประกอบสวยๆจากกูเกิล

       

  

 

 

 

 

         เย็นวันศุกร์ ฝนตกปอยๆ ไม่ถึงกับมากนัก แต่มันก็ทำให้รถราที่วิ่งบนท้องถนนเคลื่อนตัวออกไปอย่างยากลำบากได้  โดยเฉพาะรถทัวร์คันใหญ่ หากหัวรถมันเลี้ยวโค้งคราใด  ครานั้นผู้โดยสาร ก็มักจะแอบใจหายไปตามๆกัน

 

 

 

          หากแต่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของใครคนหนึ่ง  เอยนั่งมองน้ำฝนที่กระทบเบาๆกับกระจกหน้าต่าง แล้วหยดไหลลงมาเป็นสาย ช่างเหมือนกับฉากละครรักโรแมนติกของนิยายเกาหลีบางเรื่องที่หล่อนชอบอ่านนัก  หากอารมณ์ของเอยโรแมนติกก็ดีสิ แต่ว่าตอนนี้หล่อนมีอะไรในใจบางอย่าง ที่หล่อนคิดไม่ออกว่าจะทำไงต่อไปดี แต่มีสิ่งเดียวที่หล่อนคิดได้คือ กลับไปตั้งหลักที่บ้านดีกว่า หล่อนปลอบใจตัวเอง ว่า ก็ดีเหมือนกัน จะได้กลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ และคิดทบทวนบางเรื่อง เผื่อวันจันทร์นี้ เอยเข้ากรุงเทพ กลับมาเรียน จะได้รู้สึกโล่ง เหมือนมีอะไรได้ชะล้างบางสิ่งงออกจากใจด้วย

 

 

      

               พี่ปุ่น เอยชอบพี่!

 

......................................................

 

  

               สีหน้าเอยบ่งบอกความมั่นใจ ใช่แล้วเอยมั่นใจ มั่นใจพอที่จะพูดออกไป ก็ตลอดเวลาที่ผ่านมา เอยจำไม่ได้ว่ากี่ปี่แล้วที่เอยปลื้มรุ่นพี่คนนี้  ตั้งแต่อยู่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ทุกครั้งที่หล่อนเจอผู้ชายคนนี้ หล่อนก็มักแอบมองโดยที่เขาไม่รู้ตัว หลายครั้งเหมือนกันที่เอยเผลอแสดงท่าทีออกไป แต่เขาก็ไม่เคยให้ความสนใจเอยมากกว่ารุ่นน้องคนหนึ่งเลย

 

 

 

                หล่อนเป็นคนเรียนค่อนข้างดี พอเอยเรียนจบ จึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตั้งใจได้ และแน่นอน รุ่นพี่ที่เอยแอบปลื้มคนนั้นก็เรียนอยู่ที่นั่นเหมือนกัน แม้ว่าในมหาลัยจะกว้างเพียงใด ด้วยความที่มาจากจังหวัดเดียวกัน กิจกรรมต่างๆในมหาลัย  ทำให้ทั้งสองได้พบปะกันบ่อยขึ้น หลายปีมาแล้ว พบเจอผู้คนมากมาย เอยแปลกใจ ที่เอยยังคงรู้สึกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งสองสนิทกันมากขึ้น ซึ่งทำให้เอยได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวเรื่องหัวใจของผู้ชายคนนี้มาไม่น้อยเช่นกัน

 

 

                 ตลอดเวลาหลายปีมานี่ เอยได้เป็นทั้งน้องสาวที่ห่วงพี่ชายยามไม่สบาย ยามใกล้สอบ หล่อนมักจะเตือนเขาอยู่ตลอดเวลาเรื่องอ่านหนังสือ การกินข้าว แม้กระทั่งการเข้านอน หรือหล่อนเป็นทั้งเพื่อน ยามที่เขาไม่มีใครให้พูดคุย ไปเป็นเพื่อนกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง หล่อนก็เป็นให้ได้ แม้กระทั่งเป็นแฟน บางครั้งหล่อนยังได้รับรู้ถึงความรู้สึกห่วงใย คำพูดที่ลึกซึ้งเกินคำว่าเพื่อนหรือน้องด้วยซ้ำ หรือแม้แต่เป็นที่ปรึกษาที่ระบายยามที่เขาอกหัก หล่อนเคยทำถึงขนาดแอบทำความรู้จักกับผู้หญิงที่เขาแอบชอบแม้หล่อนไม่เคยรู้จักก็ตาม แต่ก็แอบหาเมลล์มา แล้วเข้าไปคุยทางเอ็มเอสเอ็น เพื่ออยากจะรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง หล่อนก็ทำมาแล้ว  เอยรับรู้หมดว่าตอนไหนเขาคบใครยังไง เริ่มยังไงและจบยังไง ในเวลาที่เขาท้อแท้อ่อนแอ หล่อนอยู่เคียงข้างปลอบใจ ให้กำลังใจเขาได้เสมอ  

 

 

 

                หากแต่หล่อนไม่กล้า ............เอยรวบรวมความกล้าทั้งหมด หล่อนทบทวนว่าเอยสามารถเป็นให้เขาได้ทุกอย่าง แม้เวลาเขาทุกข์เอยก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกได้  ที่ผ่านมาหล่อนได้แสดงออก ดูแลเอาใจใส่เป็นห่วงเขา บางครั้งยังเคยทำประชดประชันต่างๆนาๆ เมื่อรู้ว่าเขาคบหรือคุยอยู่กับใคร

 

 

 

                เอยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เอยจะต้องบอกความรู้สึกออกไป ตอนนี้เขาไม่ได้คบกับใคร เรื่องราวความรักที่ผิดหวังครั้งล่าสุดของเขานี้ มันทำให้เขาดูเศร้า และมันก็ได้ทำให้เอยและเขาใกล้ชิดกันมากขึ้น เขาเล่าทุกอย่างเรื่องที่เขาเสียใจให้หล่อนฟัง  และแน่นอน หล่อนดูแลเขา ปลอบใจ ให้คำปรึกษา ทำทุกทางเพื่อให้เขารู้สึกดีขึ้น เพราะมั่นใจว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาก็รับรู้ได้ว่าหล่อนรู้สึกยังไงต่อเขา และสิ่งที่หล่อนทำมาทั้งหมด พิสูจน์ได้ว่าผู้หญิงคนนี้อยู่เคียงข้าง ดูแลเขาได้ และหล่อนก็รู้ว่าเขารู้ เอยจะเป็นคนที่รักเขามากที่สุด

 

  

 

 

                เอย.......พี่รู้สึกกับเอยเหมือนน้องสาวพี่คนหนึ่ง เข้าใจพี่นะ

 

.....................................

 

 

 

  

            ตลอดทาง เอยมองนอกหน้าต่าง เหม่อมองไป สักพัก  หล่อนก็รู้สึกว่าตัวเองคล้ายกับได้ปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นในใจ ออกมากลายเป็นน้ำตา น้ำตาที่ไหลลงมาพร้อมเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมา เรื่องราวที่ได้ทำให้หัวใจของผู้หญิงคนนี้หวั่นไหว

  

**ไม่ตอบคำถามว่าทำ ทำไม   แต่ทำเพื่อใครสิสำคัญ

 ไม่ต้องรับรู้เหนื่อยไหมที่ทำ  แค่เธอรับไว้ก็พอ

 

 

ปลอบเธอในวันปวดใจ   เธอเหงาใจขอยืนข้างกัน

 เหนื่อยใจระบายที่ฉัน   นอกนั้นช่างมันอย่าสนใจ

 

 

 มีให้เธอเท่าที่จะมองเห็น และเป็นให้เท่าที่เธอให้ฉันเป็น

 โปรดเข้าใจก็พอ ไม่ต้องสงสาร  ที่ทำก็รู้ดีเสมอ รู้ตัวเสมอ

 ว่าเธอไม่คิดกับฉัน…. เพื่อน คำเดียวก็ดีถมไป      ไม่เสียใจที่ได้เป็น

 

ไม่ว่าเธอเห็นฉันเป็นอะไร  คนเดียวของใจยังใช่เธอ

 ยังวางชีวิตเอาไว้ใกล้เธอ   เชิญเธอหยิบใช้เมื่อต้องการ

 

ผู้หญิงถ้าลองได้รัก ทำเพื่อคนนั้นได้ทุกอย่าง

 ต่อให้เขาไม่ได้รัก  ต่อให้เขาไม่ได้สน......ใจ****

 

 

  

            เจ้าหน้าที่ประกาศว่าเกือบสุดปลายทางแล้ว เอยสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบปาดน้ำตาบนใบหน้า เตรียมเก็บสัมภาระที่วางอยู่ข้างๆ   ตั้งใจไว้ว่า เสาร์ อาทิตย์นี้ หล่อนจะทำหน้าที่ลูกให้ดีที่สุด

      หลังจากที่หล่อนคิดว่าเมื่อไม่นานมานี้หล่อนก็ทำหน้าที่น้องสาวให้ใครคนหนึ่งอย่างดีที่สุดแล้วเหมือนกัน   หล่อนปาดน้ำตา ยิ้มให้กับตัวเอง ยิ้มให้กับเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นมา หล่อนยิ้ม ยิ้มให้กับน้ำตา ที่ได้ไหลผ่านเอาเรื่องราวที่ได้ติดมานาน ออกจากหัวใจหล่อนไป